บนรถไฟสายกลับบ้าน

Posted in รอยจางจากสายตา ด้วยแท็ก on พฤษภาคม 9, 2008 by meruttejuly

บนรถไฟสายกลับบ้าน

เที่ยวขึ้น


แล้วเสียงหวูดก็แผดก้องร้องโหยหวน
จึงต่างล้วนลงนั่งตรงกับที่
อีกมินานรถไฟขบวนนี้
จะตรงรี่ปรี่ไปมหานคร

นั่นหนุ่มสาวใบหน้าเจ้าเปื้อนยิ้ม
หัวใจปริ่มคิดถึงฝันเมื่อวันก่อน
ว่าต้องจำจากนาลาจากจร
หางานผ่อนที่นาคืนบ้านเรา

นั่นนางน้อยถือตะกร้าไปหาลูก
ที่พันธ์ผูกตั้งแต่เล็กบ้านหลังเก่า
ไปศึกษามิกลับมาเนิ่นนานเนา
เป็นอย่างไรบ้างเจ้าจักไปเยือน

นั่นตาสีกับกระสอบข้าวใบใหญ่
ลูกสาวคงอิ่มใจไร้ใดเหมือน
ได้ลิ้มข้าวจากบ้านนาเหมือนคอยเตือน
มิให้เลือนบ้านเราชาวบ้านนา

นั่นจันทร์เพ็ญสาวงามในหมู่บ้าน
ออกไปตามสัญญาเสน่หา
ของชายหนุ่มสุดรักสุดแก้วตา
บอกเดือนสี่เดือนห้าวิวาห์กัน

เที่ยวล่อง


แว่วเสียงหวูดรถไฟสายกลับบ้าน
อีกมินานต้องจากเมืองสวรรค์
เสียล่ำลาภายใต้แสงแห่งจันทร์
ถี่กระชั้นก่อนจากคืนบ้านนา

นั่นชายหนุ่มใบหน้าช่างหงอยเหงา
ยืนหน้าเศร้าใกล้ใกล้หญิงคนบ้า
ด้วยว่าตั้งแต่จากบ้านนามา
งานก็หามิได้ซ้ำถูกลวง

เขาถูกลวงเธอถูกละเมิดสิทธิ์
ด้วยชีวิตคิดว่าจะโชติช่วง
แต่ภาพฝันกลับมลายสลายทรวง
เธอถูกปวงยักษาเข้าย่ำยี

นั่นนางน้อยก้มหน้าน้ำตาหลั่ง
หวังจะเจอะลูกซักครั้งเจ้ากลับหนี
ทอดทิ้งแม่จากไปมิใยดี
เหลือโกศน้อยใบนี้แทนคำลา

นั่นตาสีกับลูกสาวพ่วงด้วยหลาน
เด็กน้องส่งตาหวานคล้ายถามหา
ว่าพ่อหนูอยู่ไหนเล่าคุณตา
ไยเหลือแต่มารดาไม่เข้าใจ

นั่นจันทร์เพ็ญสาวงามนั่งซุกหน้า
เพราะพี่ยาเจอะเจอรักคนใหม่
จึงตัดทิ้งสัญญามิเหลือใย
เคยหลงใหลกลับทำเป็นลืมเลือน

รถไฟเที่ยวต่อไป


นี่อาจเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องเล่า
เป็นเรื่องราว เรื่องเศร้าคล้ายภาพเหมือน
เป็นตำนาน เป็นนิทานคอยย่ำเตือน
ให้เสมือนเตือนใจใครผ่านมาฯ

๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑
๑๐.๔๘ น.
บ้านริมถนนสุโขทัย

เช้านี้จึงแดดเหงาสีเศร้าหมอง

Posted in รอยจางจากสายตา ด้วยแท็ก on พฤษภาคม 8, 2008 by meruttejuly

เช้านี้จึงแดดเหงาสีเศร้าหมอง

ลืมตาตื่นด้วยใจไหวเศร้าหมอง
ตาเพ่งมองสีเหงาเช้าวันใหม่
ด้วยยามดึกฝันว่าโบยบินไป
สู่เยาว์วัย สู่อดีต ความทรงจำ

สู่ตุ๊กตา สู่ของเล่น บ้านหลังเก่า
บ้านใต้เงาความเหงายามพลบค่ำ
บ้านใต้เงาความเดียวดายความชอกช้ำ
ด้วยลำนำของแม่มาลางเลือน

มาลางเลือนลับไปไกลลิบโลก
เหลือเพียงเพลงกล่อมเสียงโศกคอยเป็นเพื่อน
เหลือเพียงลำนำนิทานของดาวเดือน
ไว้คอยเตือนความทรงจำระหว่างเรา

เช้าวันนี้จึงแดดเหงาสีเศร้าหมอง
ความทรงจำบางตอนล้วนแสนเศร้า
ใจหนึ่งอยากกลับไปเยือนเมื่อวัยเยาว์
ใจหนึ่งกลับขลาดเขลาเพราะเศร้าเกินฯ

๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑
๑๒.๐๐ น.
บ้านริมถนนสุโขทัย

คล้ายคล้ายว่าคล้ายคล้าย

Posted in รอยจางจากสายตา ด้วยแท็ก on พฤษภาคม 7, 2008 by meruttejuly

คล้ายคล้ายว่าคล้ายคล้าย

คล้ายคล้ายว่าผ่านมา
ความรู้สึกหวานซ่ากระทบใจ
และคล้ายคล้ายว่าผ่านไป
ความรู้สึกอ่อนไหวในตัวตน

คล้ายคล้ายว่ามาเยือน
ความหลังลางเลือนไร้เหตุผล
และคล้ายคล้ายความเจ็บเหงาในกมล
จะซุกซนซ่อนเร้นอยู่ในกาย

คล้ายคล้ายไม่เคยเกิด
ความรักเคยงามเพริดเตลิดหาย
และคล้ายคล้ายความรักนั้นอันตราย
แต่ยังยอมพลีกายตายกับมัน

คล้ายคล้ายว่าสำนึก
มิอาจจะผนึกวิถีแห่งเธอฉัน
และคล้ายคล้ายว่าเราต่างความใฝ่ฝัน
จึงไม่มีวันร่วมทางได้อย่างเคยฯ

๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑
๑๐.๔๘ น.
บ้านริมถนนสุโขทัย

โศกสลดบนสิ่งจอมปลอม

Posted in รอยจางจากสายตา ด้วยแท็ก on พฤษภาคม 6, 2008 by meruttejuly

โศกสลดบนสิ่งจอมปลอม

ต่อจากสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนไปเมื่อครั้งที่แล้วชื่อ “มายาหรือเธอเพียงแค่มารยา” รู้สึกเหมือนมีแรงปะทะจากบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นนั้น อ่านดูคราวๆก็น่าจะจริง!!!

บางเรื่องราวในโลกเราไม่ได้เข้าถึงอย่างแท้จริง ทว่ากลับกลายเป็นผู้อ่าน เป็นเพียงผู้รับรู้ฝ่ายเดียว ทว่าทำตัวประหนึ่งพระเจ้าที่ไปตัดสินบุคคลที่ถูกผู้ถึงอยู่ บุคคลเหล่านี้มีมากมายนัก

และจริง เธอคนนั้น เธอที่ข้าพเจ้าเรียกชื่อใหม่ ชื่อเล่นว่า “มายา” ก็แท้ทีเดียวที่เป็นผู้เล่า ผู้พูด และเขาหรือใครต่างๆ เหล่านั้นที่ได้ฟังจากปากเธอ เธอที่ชื่อ “มายา” ก็ถือวิสาสะฟันธงอย่างออกหน้าออกตา “ว่าเธอน่าสงสาร”

ข้าพเจ้าจริงๆ มิอยากเอ่ยถึงชื่อนี้อีกแล้วหลังจากที่เรามิได้มี “ปฏิสัมพันธ์” ต่อกันไม่ทางใดทางหนึ่ง เพราะการเจ็บปวดต่อการเป็นผู้ถูกกระทำนั้นมันเหลือที่จะรับได้ และ ณ ขณะที่ข้าพเจ้าลงมือเขียนข้อความนี้ ข้าพเจ้าคิดถึงเพลง “ฟางเส้นสุดท้าย” อยู่พอดี และจริงดังว่า เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่ ข้าพเจ้า เธอหรือใครจะรับรู้นั้น (จากปากของมายา) จงรับรู้ไว้เถอะว่ามันคือนั้น มันคือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเหนื่อยแล้วต่อชีวิตนัก และมิอาจจะเอา “ฟาง” แค่เส้นเดียวที่มันอาจจะทำให้หลังและชีวิตข้าพเจ้าพัง!!!

เรื่องราวระหว่างข้าพเจ้าและมายานั้น สามเรา (เธอ ข้าพเจ้า และเธออีกคน) ต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าจะไม่มีการพูดคุยหรือเอ่ยถึงกัน มิว่าจะทางดีร้ายอย่างไร ที่ไหน ตรงไหน และกับใคร อาจจะดูเหมือนข้าพเจ้าใจร้ายไปเสียหน่อยทว่าจริง!! ข้าพเจ้ามิต้องการเช่นนั้น เหตุเพราะรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย มากจนคิดว่าเธอ เธอมายา อาจจะไม่พูดความจริงทั้งหมด!!!

เธอไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดทุกวัน

เธอไม่ยอมรับถึงสิ่งที่เธอทำ (ซึ่งไม่ใช่พลาดเพราะเป็นการกระทำผิดซ้ำมากกว่าสามครั้ง)

เธอไม่พูดในสิ่งที่มันเป็นจริงเพราะเธอกลัวความจริงนั้น แต่เธอก็กลับพูดถึงฉันที่มีต่อการกระทำใดๆ ก็ตาม

แม้นแต่ลูกเธอทั้งสามเธอยังบอกใครว่าเป็นหลานได้

อ่า…เด็กหนอเด็ก เมื่อแม่มีใครใหม่หรือกำลังมีปฏิสัมพันธ์กับใครใหม่ๆ จากลูกในไส้จะต้องกลายเป็นหลานพี่หลานน้องไปในพริบตา นั้นก็เพียงเพื่อปิดบังตนเอง!!!

อ่า…เจ้าเด็กน้อย เจ้าจะรู้หรือไม่ว่า ความรักของแม่ที่มีต่อใครใหม่แทนพ่อของเจ้ามันช่างยิ่งใหญ่กว่าเจ้านัก

และทั้งหมดทั้งมวลฉันก็มิอาจจะรับได้ต่อสิ่งที่เธอทำ…จำไว้

ถ้าเธอเพียงแต่เล่าให้ครบทุกฉากทุกตอนคงมิมีการเขียนอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการโต้ตอบ  “ยุติ”  คือ “ยุติธรรม” ดีระหว่างเรา ทว่าเธอกลับพูดอย่างทำอย่าง เธอมิเคยยอมรับรู้ความจริงใด ๆ เหมือนที่เธอไม่พูดความจริงใดๆ แม้นกระทั่งเรื่องของเธอเอง

อ่า…เธอช่างงดงาม (ผมไม่เคยใช้คำนี้เลยแต่ต้องใช้ เพราะอะไรก็คิดเอาเอง) ราวนางฟ้าที่ถูกทิ้ง ทว่าข้าพเจ้ากลับต้องโศกในสิ่งที่ได้ยินมา และกับสิ่งที่เธอพูดถึงข้าพเจ้า

ยุติเถอะยุติการกระทำนั้นซะ ปล่อยให้เรื่องราวในอดีตผ่านไป อย่าไปถวิลหาหรือเรียกร้องใดๆ อย่าไปเตะต้องหรือสัมผัสมัน และที่สำคัญอย่าให้เธอเจ็บมากที่เป็นอยู่เลย อยู่กับความจริงโลกของความจริง

มนุษย์เราต้องยอมรับความจริงของกันและกัน อย่าสร้างภาพใดๆ อีก เพราะเมื่อความจริงมันปรากฏ เธอจะสูญเสียมันไป เธอจะสูญเสียมันเอง เหมือนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอในหนึ่งปีนั้น เธอทำมันเอง เธอทำให้มันสูญเสียเอง

ใช่ไหม!?

จากรอยเดิม http://www.oknation.net/blog/meruttejuly/2008/05/02/entry-2

มายาหรือเธอแค่มารยา!!!

Posted in รอยจางจากสายตา ด้วยแท็ก on พฤษภาคม 4, 2008 by meruttejuly

มายาหรือเธอแค่มารยา!!!

(เรื่องเล่าจากหลุมดำ)

เรื่องนี้เริ่มจากปฐมบทของประโยคหนึ่งว่า (เพิ่งไปเจอมาว่าเขียนไว้เมื่อต้นเดือนเมษา จากบล๊อกหนึ่งของเธอ บล๊อกที่มีรูปลูกของเธอ แสดงว่าเธอยังไม่จบจริงตามว่าไว้) 

“ป๋า (ขอสงวนชื่อที่ไม่อาจจะเอ่ยนาม) เจ้าคะ… “เขา” คนนั้นจะใครก็ช่างเต๊อะ แต่ที่แน่ๆ คือ สนพ.ไม่ได้เป็นคนส่งให้ชัวร์ เพราะตอนที่ยังรักกันอยู่ เขาก็ให้ข้าเจ้าเป็นคนส่งประกวดเซเว่นให้ และบอกว่าปีหน้า (ปี ๕๑) ช่วยส่งซีไรต์ให้ด้วย ไอ้เรารึก็นึกว่าพูดเล่น เพราะเห็นด่ากรรมการซีไรต์ประจำ”

…………………………………

ผมรู้จักกับมายามาพอควร อย่าน้อยก็ปีหนึ่งหรือแค่ปีหนึ่ง ทว่าสิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้คือสิ่งที่มายาสร้างมารยาขึ้นทั้งนั้น สร้างขึ้นมาจากความกร้าวแห่งตนเอง และ (อาจจะ) จบลงได้ด้วยความอ่อนของตน และนี้คือเรื่องของมายาหรือเธอแค่มารยา….

…………………………………

บ่อยครั้งที่ฉันถามตัวเองเสมอว่าทำไม? ทำไมชีวิตฉันถึงถูกทำร้ายจากคนที่เคยพูดว่า รู้จักฉัน อยู่เสมอ นี่มันครั้งที่สามของชีวิตแล้ว ที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ครั้งนี้ก็ดูไม่ต่างกันนัก ฉันเคยคิดว่า…เดี๋ยวเรื่องมันคงเงียบไปเอง ฉันจะผ่านความทุกข์เหล่านี้ไปได้เหมือนทุกครั้งแต่ดูเหมือนว่าฉันจะคิดผิดใช่ไหม ?

คุณ…ฉันรู้ว่าคุณกำลังอ่านเรื่องราวของฉัน แม้ว่าฉันจะไม่เอ่ยชื่อคุณออกไป แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบปี ที่ฉันโต้ตอบคุณเพราะความอดทนของฉันก็มีจำกัด ไม่ต่างจากคุณนักหรอก

คุณ… ถ้าคุณจะแอบหัวเราะเยาะหยัน ต่อหน้าคอมพ์ในขณะนี้ ว่าทำไมฉันเพิ่งมาเป็นเดือดเป็นร้อนเอาตอนนี้ ฉันตอบให้เลยก็ได้…ว่าฉันเป็นคนรักษาคำพูด…

ไม่ใช่คนที่พูดอย่างทำอย่าง เช่นคุณ! นับจากวันเกิดของฉันเมื่อปีที่แล้ว…จนถึงวันนี้ ๓๖๙ วัน ที่ฉันไม่เคยตอบโต้อะไรคุณเลย ปล่อยให้คุณ เอา “ตัวฉัน” ไป “พูด” และ “เขียน” อย่างไม่เป็นจริง! และตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณไม่เคยหยุดพฤติกรรมของคุณเลย ฉันจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องอดทน ที่คุณนั้นเอา “ฉัน” ไปสร้างเรื่องราวบ้าบอ เป็น “ตัวละคร”น้ำเน่าของชีวิตคุณ

คณ… ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ที่ฉันรู้ความจริง ว่าคุณเป็นใครในชีวิตฉัน มันกลายเป็นเรื่องของ “ฉัน” “เขา” และ “คุณ” เรื่องระหว่าง เราสามคน ถ้าคุณจะสังเกต หรือคุณเห็นแต่ทำเป็นไม่เห็น ฉันไม่เคยเขียนอะไรพาดพิง “คุณ” ในบล็อกของฉัน รวมทั้งที่อื่น ๆ ในขณะที่ผ่านมา และก่อนหน้าวันที่ ๑๔ พฤศจิกา คุณได้เอาเรื่องของ “ฉัน” ไปอยู่ในบล็อกของคุณ คุณเคยกล่าวหา ว่าฉันเข้าไปบุกรุกในบล็อกของคุณใช่ไหม! ใช่! ครั้งเดียวเท่านั้น ครั้งเดียวที่ฉันเข้าไปแสดงตัว โดยไม่มีการโพสอะไรโต้ตอบคุณ แต่ต้องการให้คุณรู้ว่าฉันรู้แล้ว ว่าคุณได้เอาเรื่องของฉันไปเขียนละแลงป้ายสีไว้ขนาดไหน ฉันผิด แค่เรื่องที่พูดคุยกับคุณผ่าน ช่องทางหลังไมค์ เพราะฉันไม่เชื่อคำพูดของ “เขา” มากเท่า “คุณ”

คุณ… ในวันที่ฉันตัดสินใจเดินออกมา …มันก็คือเรื่องของ “ฉัน” กับ “เขา” ฉันไม่ได้เกลียดหรือโกรธคุณ ฉันมีสติมากพอ และเคยยืนยันไปแล้วว่า เราไม่มีการตบตีแย่งชิงกันเหมือนในนิยายน้ำเน่า …แต่ คุณ คุณรู้ไหม ที่ฉันเกลียดคุณ พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเกลียดคุณ เพราะอะไร ฉันเกลียดคุณมากที่สุด ในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ ขณะที่ฉันกำลังเผาศพพ่อฉันไง

คุณ… เวลาที่คุณเอาเรื่อง เราสามคนไปเขียนในบล็อก หรือแม้แต่บอกเล่าให้คนอื่นฟัง คุณไม่ได้พูดหรือเขียนเหมือนกับที่คุณทำกับฉันนี่ ทำไมคุณไม่บอกคนอื่นบ้างเล่าว่า เดือนมกราคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา คุณทำอะไรกับฉันไว้บ้าง คุณเอาโทรศัพท์มือถือของเขาโทรหาฉัน จำได้ไหม คุณโทรมาตอนตี ๔ แล้วกรีดร้อง-ตะโกนว่า “อย่ามาเอาพี่โอไป” ฉันไม่รู้จักคนชื่อโอที่คุณพูดถึงด้วยซ้ำ และวันต่อมา คุณก็โทรมาด้วยมือถือของเขา พูดว่า “ไม่มีเขาคุณอยู่ไม่ได้ เขาคือพี่โอ คนรักที่ตายจากคุณไป” คุณไม่เคยบอกใครเหรอ ว่าคุณโทรมาขอ “เขา” กับฉัน เขาไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่ใช่สิ่งของ ฉันคงยกเขาให้ใครไม่ได้ เพราะเขาก็คือเขา,ฉันก็คือฉัน,คุณก็คือคุณ…

คุณไงล่ะ! ที่ทำให้ฉันปิดโทรศัพท์ เปลี่ยนซิมใหม่ เพราะ วิธีที่คุณใช้ เอาโทรศัพท์เขามาโทรหาฉัน เวลาที่คุณทะเลาะกับเขา คุณหาว่าฉันไปใส่ความคุณให้เขาโกรธคุณ ทั้งที่ ฉันกับเขา เราคุยกันแค่เรื่องงาน ใครจะเข้าใจความรู้สึกฉันไหม คุณที่อยู่กับเขา เอามือถือเขามาโทรหาฉันเพื่อบอกว่าคุณอยู่กับเขายังไง!

ฉันปิดมือถือ เดินทางคนเดียว เพื่อสงบจิตใจที่ปาย ทั้งที่ มันคือที่ๆ ที่ฉันกับเขาสัญญาว่าจะไปด้วยกัน ฉันตั้งต้นที่นั้น งานเท่านั้นที่จะดึงฉันไว้ได้ ฉันกลับลงมากรุงเทพฯ ในเย็นวันหนึ่งที่ร้านหนังสือนายอินทร์ คุณจำได้ไหม คุณไปกับเขา ฉันเข้าไปทำงานเพื่อนัดสัมภาษณ์นักเขียนท่านหนึ่ง ฉันจัดการงานเสร็จฉันก็ออกมาจากงานนั้นทันที

คุณบอกว่าไงนะ…คุณจำได้ไหม คุณบอกว่า เขาไม่อยากเห็นฉันปวดใจ คุณจำใจต้องกลับก่อน คุณว่า การที่ฉันยังไปงานหนังสือต่างๆ ทำให้คุณไม่สามารถไปเจอเพื่อนฝูงของคุณได้ เพราะคุณกลัวฉันจะปวดใจ

แต่…ฉันไม่เคยรู้สึกอะไรอย่างนั้นเลย นั้นคืองาน สายตาคนอื่นที่มองมา ฉันไม่สนใจ ถ้าจะอกหักแล้วทำให้เงินงานเสียการ มันคงหมายถึงความรักทำให้เราย่ำแย่ ฉันยังรู้สึกดีกับความรัก ฉันจึงทำงานที่ฉันรัก โดยไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไหร่ ฉันไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น ไม่เคยพูดถึงปัญหาเราสามคนให้คนอื่นรับรู้ และเมื่อเสร็จงาน ฉันจะตรงดิ่งกลับบ้าน อยู่กับกระต่าย กับครอบครัวของฉัน

 คุณ…คุณจำได้ไหม วันนั้นที่เขารู้ว่าคุณออนเอ็ม ด้วยชื่อของเขามาคุยกับฉัน คุณจำได้ไหมว่า เขาบอกว่าต้องการพักกับเรื่องราววุ่นวายทั้งหมด แล้วเดินทางไปเชียงของ และคุณ ขอร้องว่าต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวครั้งสุดท้ายกับเขา ที่ลาว คุณอยากให้มันเป็นความทรงจำที่ดีที่สุด ก่อนที่คุณจะจากไป

ฉันรับรู้…รับฟัง

แต่…เชียงของอยู่ตรงไหนฉันไม่รู้จัก เดือนพฤษภาคม เขาโทรศัพท์มาบอกว่าคุณหายไป ติดต่อคุณไม่ได้ ฉันจึงไปรับเขาที่เชียงของฉันไม่ใช่คนชอบเซ้าซี้ เมื่อเขามีปัญหา ฉันจะไม่ถามว่าเกิดอะไร และจนรอจนกว่าเขาจะเป็นฝ่ายพูดเอง

ฉันไปเชียงของ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนของประเทศไทย

แต่เมื่อไปถึง และเขาเศร้า ฉันได้แต่ปั่นจักรยานหาที่ถ่ายรูปและเอามาเขียนสารคดีท่องเที่ยว

คุณ…คุณเอา เขียนไปว่าไงนะ ในบล็อกคุณน่ะคุณอยากรู้ไหมว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเราสองคน เมื่อเขาตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ ฉันกับกับเขาเที่ยวตามหาคุณ เขาโทรศัพท์ตามคุณทุกที่ ตั้งแต่สถานีตำรวจที่บ้านเกิดคุณ รวมทั้งโรงพยาบาลประจำจังหวัด เขาโทรศัพท์ตามหาคุณกับทุกคนที่ที่เคยรู้จัก ฉันช่วยตามหาตามที่-ที่ทำงานที่คุณเคยบอกว่าทำงานอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่เคยมีชื่อคุณในนั้นเลย ไม่มีทั้งพนักงานประจำและฟรีแลนซ์

นักเขียนคนหนึ่งที่คุณว่าสนิทสนมขนาดเรียกว่า “ไอ้แตมป์นะเหรอ!” คนๆนั้นก็ยังไม่รู้จักคุณเลย! เขาติดต่อไปทางครอบครัวก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร นอกจากคำต่อว่า จากน้องสาวคุณ! ตอนนั้นเอง ที่เขาเล่าความจริงทั้งหมดของคุณให้ฉันฟัง คุณจำได้ใช่ไหม ก่อนที่ฉันจะรู้ความจริงและคิดว่าคุณเป็นแค่เพื่อนของเขา คุณเคยติดคุกที่ สน.บางพลี ฉัน,เขา และเพื่อนอีกคนของเขา ไปประกันตัวคุณ ฉันกับเพื่อนของเขารออยู่ที่ร้านอาหารหน้าปากทางเขาสน. ฉันให้เงินจำนวนหนึ่งที่เพิ่งได้จากค่าต้นฉบับ ไปประกันตัวคุณ ความจริง ฉันสงสัยตั้งแต่ครั้งนั้นแล้วว่า คุณว่า… คุณติดคุกครั้งนั้น เพราะคุณไปเซ็นชื่อประกันเช่ากล้องมาใช้ในกองถ่าย ฉันบอกเขาว่า คุณไม่น่าจะต้องติดคุกเพราะเรื่องนี้ แค่เซ็นประกันแทน มันไม่น่าต้องติดคุกนี่… ตอนนั้นพ่อของฉันมีปัญหาเรื่องฟ้องร้องค่าเสียหายจากกรณีถูกรถชน ฉันอาสาปรึกษาทนายให้ แต่เขาไม่เอา ฉันไม่เคยเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร และเห็นว่ามันไม่เหมาะ

ฉันไม่ใช่คนฟังความข้างเดียวและฟังด้วยอารมณ์ไร้เหตุผล ฉันยังชั่งใจและไม่เชื่อ แต่ที่ฉันเชื่อคือคำพูดของคนที่หน้าตาพิมพ์เดียวกับคุณ คุณคงไม่ลืมว่ามีน้องสาวหน้าตาถอดแบบเดียวกัน แม้จะได้ยินความจริงจากปากน้องสาวคุณ ฉันกับเขาก็ยังพยายามจะช่วยเหลือคุณที่ติดคุกอยู่ ทันทีที่เขารู้ว่าคุณอยู่ไหน ก็ไม่รอช้าที่จะไปหา คุณคิดว่าเขาต้องใช้ความกล้าและความพยายามแค่ไหน ในการไปเยี่ยมคุณที่นั่นคุณก็ยังบอกว่าที่ติดคุกครั้งนี้เพราะเช็คเด้ง!

คุณ จะโกหกก็ให้มันเนียนหน่อยก็ไม่ได้ คดีเพ่ง เช็คเด้งไม่ติดคุกหรอก คนข้างบ้านฉันเช็คเด้งเป็นล้าน ไปขึ้นศาลของผ่อนชำระหนี้ก็จบแล้ว ครั้งนั้นเราต้องหาเงินห้าหมื่นมาประกันตัวคุณ น้องสาวคุณด่าเขาราวกับว่า เขาเป็นบงการที่ทำให้คุณไปทำอะไรเช่นนั้น ทั้งที่เขาไม่รู้เรื่องอะไร และฉันกลายเป็นผู้สุมรู้รวมคิด (อย่าลืมว่าหลังฐานการสั่งซื้อสินค้ามันคาอยู่ที่บ้านของเขา!) ทั้งที่ฉันเอาสมุดทะเบียนรถไปเพื่อจะประกันตัวคุณ แต่เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแม่คุณเองที่บอกให้ปล่อยคุณไว้อย่างนั้น

คุณกล้าพูดความจริงไหมเล่าว่า คุณ ติดคุก ๒ ครั้งนั้นด้วยข้อหาขโมยหนังสือในร้าน !นั่นคือ ๒ ครั้งที่เรา รู้ แต่ก่อนหน้านั้น กี่ครั้ง กี่หน และแต่ละครั้ง คุณใช้ชื่อใคร? แทนชื่อจริงของคุณ แต่อะไรที่คุณทำผิด อย่าลืมว่าลายนิ้วมือ มันยังคงอยู่! คุณรู้ไหมว่าเขาเศร้าแค่ไหน และคุณรู้ไหมว่าฉันก็ปวดใจกับเรื่องของคุณไม่แพ้กัน คุณจำได้ไหม คุณเคยบอกฉันในเดือน มกราคม ว่าไง!!! คุณว่าคุณป่วย หัวใจคุณไม่แข็งแรง คุณปวดหัวบ่อย คุณว่าคุณจะอยู่ได้ไม่นานไม่รู้จะพ้นเดือนกรกฎาคม ในปีนั้นหรือไม่

 คุณ …ไม่ได้บอกใครอยากที่คุณบอกกับฉันและเขาเลยใช่ไหม ก็เพราะเหตุนี้ไง ที่ฉันเดินจากเขามาอย่างเงียบ ๆ เพราะคุณที่บอกว่าจะอยู่ได้ไม่นาน ฉันเองก็ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของคนใกล้ตายอย่างคุณ “เรา” พยายามประคับประคองคุณไม่ให้เป็นอะไร ทั้งที่คุณทำอะไรฉันไว้ตั้งมากมาย ทำไมฉันไม่เคยโต้ตอบ เพราะคำพูดที่คุณบอกว่า คุณจะอยู่ได้ไม่นานไงละ แต่ในความเป็นจริงมันตรงข้ามใช่ไหม คุณติดคุกสองเดือน สองเดือนที่เขาทำงานเก็บเงิน เพื่อพาคุณไปจากที่นี่…เราทำงานกันอย่างหนัก เพื่อหาเงินไว้ให้คุณรักษาตัว แต่คุณรู้ไหม คนรอบข้างเรา ไม่มีใครรู้เรื่องของคุณ จะมีแค่ฉันกับเขา และครอบครัวของคุณ

คุณ… เรื่องของคุณกับเขา มันก็เป็นเรื่องของคุณกับเขา ฉันซึ่งเป็นคนนอกไม่รู้หรอก ฉันรู้แค่ว่า “เรา” ถูกมองว่าเป็นคนทำให้คุณติดคุก ทั้งที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นคุณเองไม่ใช่หรือ ที่ใส่รองเท้าผ้าใบคู่ละพันเก้า,กางเกงยีนตัวละสองพัน ต้องไปกินอาหารญี่ปุ่นที่เซ็น เป็นคุณเองที่ชอบไปนั่งกินกาแฟราคาแพงกว่าข้าวแกง เป็นคุณที่ทำตัวคุณเอง แต่คุณก็โทษเขาว่า…เขาทำให้คุณต้องเป็นอย่างนั้น เหตุผลที่เขาเดินจากชีวิตคุณ คุณรู้ดี แก่ใจ แต่คุณกลับโทษว่าฉันเป็นเหตุ หาว่าฉันเป็นคนเข้ามาในชีวิตคุณ แต่คุณละ ไม่ใช่คุณเหรอที่เข้ามาในชีวิตฉัน!

รู้ไหม ฉันไม่รู้สึกอะไรกับคุณเลย จนวันที่แม่ของฉันโทรมาบอกว่าพ่อป่วยหนัก เช้าวันนั้นฉันเพิ่งส่งเขาขึ้นรถไฟแวะทักทายเพื่อนที่พิษณุโลก ก่อนที่จะเดินทางไปทำงานที่เชียงของ ฉันรู้ว่าคุณเดินทางไปบุรีรัมย์แล้ว และฉันก็อยู่กรุงเทพทำงานที่ค้างอยู่ ฉันคิดว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุด ฉันเหนื่อยกับเรื่องคุณเต็มที แต่วันนั้นแม่โทรศัพท์ให้ฉันและพี่ชายกลับบ้านด่วน ฉันมีงานค้างอยู่ ฉันจึงโทรให้เขารู้ว่าคงไม่ได้ไปช่วยงานเขา แต่เป็นเขาที่ตัดสินใจไม่ไปเชียงของ เขาตีตั๋วกลับทันทีที่เพิ่งไปถึงพิษณุโลก เขาถึงเดินทางไปเป็นเพื่อนฉัน พ่อฉันเสียวันที่ ๗ สิงหาคม ฉันจำได้ดี คุณรู้จักความตายดีใช่ไหม ฉันไม่ได้ร้องไห้ในงานศพพ่อ อาจเพราะก่อนหน้านี้ฉันเจอเรื่องราวมากมายจนสามารถที่จะเผชิญปัญหาได้ และเผาเมื่อวันที่ ๑๐ คุณโทรมาหาเขา โวยวายจะเอาเงิน ๘๐๐ ที่เคยจ่ายค่าคอมพ์ให้ ตอนนั้น ฉันกับเขาผ่อนคอมพ์เครื่องเดือนละ ๘๐๐ บาท คุณทวงเงินฉันในวันงานศพ ฉันคงจัดคุณเข้าไปในจำพวกเจ้าหนี้คนหนึ่ง ถ้า… ถ้าคุณไม่เคยเอาคอมพ์เครื่องนั้นไปใช้ จำได้ไหม คุณเคยบอกหลังไมค์ในพันทิปว่า คุณให้เงินมา ๘๐๐ เพื่อเป็นค่าเช่าคอมพ์ที่คุณเอาไปใช้เป็นเดือน ไอ้คอมพ์ที่คุณว่าเอาไปเขียนสคริปรายการอะไร ที่มันไม่เคยออนแอร์ หรือมีตัวตนจริงสักอย่างนั้นไง

แล้วไม่ใช่คุณเหรอ ที่เที่ยวไปบอกใครต่อใครว่า ที่เขากลับมาหาฉันเพราะ พ่อฉันตาย ทั้ง ๆ ที่ งานศพของพ่อฉัน ฉันแทบไม่ได้บอกใครในแวดวงเลย มีเพียงบก. คนเดียว เพราะฉันไม่ได้ส่งงานให้ คนในแวดวงรู้ข่าวพ่อฉันตายจากปากของคุณ ไม่ใช่ฉัน! คุณไม่เคยพูดหรือเขียนว่าแท้จริงแล้วเรื่องมันเป็นอย่างไร วันนั้นฉันถึงได้รู้สึกเกลียดคุณ ถ้าฉันไม่โง่เชื่อคำพูดของคุณ ว่าคุณป่วยใกล้ตาย ถ้าฉันไม่มองโลกในแง่ดี เอาเวลาที่ควรจะดูแลพ่อตัวเอง แทนที่ไปเที่ยวตามหาคุณตามที่ต่าง ๆ แถมโดนญาติพี่น้องคุณด่ายิ่งกว่าตัวตะกวดที่ไหน!

ฉันรู้…ความตายมันห้ามกันไม่ได้ แต่อย่างน้อย ฉันควรมีเวลาอยู่ดูแลพ่อมากกว่านี้ พ่อฉันไม่เคยบอกว่าจะตายหรือเรียกร้องให้ใครมาทำอะไรให้ แต่คุณใช้คำว่าคุณป่วยและใกล้ตายมาเรียกร้องเอาทุกอย่างกับฉัน

คุณ…ทุกวันนี้คุณยังมีชีวิตอยู่ ยังหายใจอยู่ใช่ไหม ทำไมคุณยัง คุณยังอยู่! คุณ…คุณเอาฉันไปเขียนว่าฉันพูดอย่างนั้น อย่างนี้ ทั้งที่ความจริงฉันไม่เคยทำ ทั้งฉันและคุณ แทบไม่เคยพูดคุยกันเลย

คุณ…คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อ-นามแฝงอะไรนักหนาหรอก เพราะทุกทีที่คุณไป คุณจะทิ้งรอยเท้าให้เรารับรู้เสมอ คุณทำให้คนอื่นมองฉันว่าได้ทำร้ายผู้หญิงแสนดีอย่างคุณ คนที่คุณนับถือว่าเป็นพี่ชายไง คุณว่าฉันและ ร้องไห้กับคนอื่น บอกว่าฉันไปทำร้ายโลกของคุณ แต่คุณละ คุณทำลายฉัน บิดเบือนความจริงทั้งหมด คุณบอกหน่อยได้ไหมว่า ฉันเข้าไปในชีวิตคุณตอนไหน ไม่ใช่คุณหรือ ที่เคยบอกว่ารู้จักฉัน รู้จักงานเขียนฉัน ไม่ใช่คุณหรือ ที่รู้อยู่แล้วว่าฉันคบใคร ฉันไม่ได้โทษคุณจนลืมมองไปว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ แต่ที่ฉัน “อภัย” ให้เขา เพราะสิ่งที่คุณทำกับเขาไง เขาอาจหลอกฉันมาเป็นปี แต่คุณก็หลอกเขามาเป็นปีเช่นกัน คุณมีเวลาพาไปอ่านหนังสือให้เด็กตาบอด คุณมีเวลาพาเด็กพิการไปเที่ยว แน่นอนว่า มันเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ แต่คุณละ คุณเลยกลับไปอ่านหนังสือให้เด็กสามคนที่คุณให้กำเนิดฟังไหม คุณไม่เคยติดต่อคนที่บ้านเลย ในขณะที่คุณเขียนว่าเดินทางกลับบ้าน แม่คุณต้องโทรศัพท์มาหาเขา เพื่อถามว่าคุณอยู่ไหน คุณรู้ตัวใช่ไหมว่าคุณปิดบังความจริงเรื่องอะไร เขาต้องทุกข์ทรมานมากกับเรื่องของคุณ เหมือนกับที่ฉันเคยเผชิญพอสักที

เถอะ ฉันเหลือทนกับสิ่งที่คุณทำแล้ว ตลอดเวลาเกือบปีที่ผ่านมา ฉันทนกับเรื่องของคุณมากพอ เลิกแทงคนข้างหลังเสียที ฉันพร้อมจะยืนและสู้กับคุณแล้ว เพราะฉันไม่ได้เป็นตัวละครของคุณ!!!

…………………………………

มายาหากเพียงเธอคิดซักนิด ผมเคยคิดว่าครั้งนั้น ครั้งหนึ่งมายาเพียงจะจบ แต่กลับไม่!!! ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปมายากลับยังคุกไปด้วยเรี่ยวแรงที่อยากกระทำ และ ณ บัดนี้ มายาก็ทำได้สมใจ และสมใจมายาที่บังเอิญชายคนนั้นได้ไปเห็นข้อความแห่งปฐมบทเข้าอีกจนได้ ชายหนุ่มเพียงตั้งคำถามว่า มายา เขียนเช่นนั้นทำไม จงใจจะทำอะไร นะนี้คือบทความจริงของชายหนุ่ม

…………………………………

นี่มิใช้การกระทำโดยขาดความหยั่งคิด หากแต่มันคิดแล้วคิดอีกให้โอกาสและอภัยเสมอมา ทว่าเธอไม่รู้เลย เธอกระทำตัวเลย เกินเลยกว่าข้อตกลงเรามาก

เอาหละฉันคงไม่เปลื้องโดยการตั้งกระทู้หรือสร้างบล็อกใหม่โต้ตอบใดๆ จากคุณหรอกนะ เพียงแต่อยากให้รู้ไว้ว่า บางครั้งขีดความอดทนของคนเรานั้นจำกัดเพียงใด เธอรู้นิฉันเป็นอย่างไรเวลาโมโห (น่าจะจำกรณีของหญิงคนหนึ่งได้ดีนะที่เราเคยมีปัญหากับเขา) นั้นหมายถึงฉันหมดความอดทนแล้วทุกกรณี

เริ่มเรื่องเลยดีไหม “แม่คนดีแสนดีในตัวอักษร?” เธอสร้างภาพได้เก่งดีนิ ทับถมคนอื่นได้เก่งจังเลยนะ แต่เธอเคยพูดเกี่ยวกับความจริงระหว่างเราไหม? เธอพูดไหมว่าทำไมเราเลิกกัน? เธอพูดไหมว่าเธอทำอะไรกับฉันบ้าง? โดยจริงฉันไม่อยากรื้อฟื้นหรอกนะ ทว่า เธอเขียนอะไรลงไป เธอเขียนดูดีมากๆ เธอก็รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ชอบเอาเรื่องส่วนตัวไปพูดหรือเขียน เธอรู้หรือแกล้งไม่รู้!!!

เธอพูดไหมว่าที่เราเลิกกันเพราะเธอติดคุก อันเนื่องมาจากเที่ยวตะลอนๆ ไปขโมยหนังสือในร้าน!!!

 เธอพูดไหมว่ามันเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นมาแล้วสองสามครั้งโดยที่ฉันไม่รู้ไม่เห็น!!!

เธอพูดไหมว่าฉันเคยให้อาภัยเธอมาครั้งหนึ่งแล้ว และเธอสัญญาว่าจะไม่ทำ แต่เธอก็ทำมันอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า!!!

เธอเคยพูดไหมว่าเธอโกหกอะไรฉันบ้าง โกหกแม่ เพื่อน พี่ น้องของฉันทุกคนรอบตัวฉัน เธอโกหกพวกเขาหมด!!!

เธอเคยบอกใครไหมว่าเธอเธอแต่งงานแล้วมีลูกสาม เธอเคยบอกใครไหมว่าเธอโกหกฉันเรื่องนี้จนฉันมารู้ความจริงเอง!!!

แต่ไม่ใช่หรอกนะเรื่องการที่เธอมีลูกและแต่งงานแล้วมิใช่เหตุให้เราเลิกกัน เพราะหลังจากที่ฉันรู้ฉันยังอยู่กับเธอและไปรับลูกเธอไปเที่ยวด้วย

แต่ที่ฉันโมโหคือการหลอกลวง การที่เธอไม่เคยพูดความจริงใดๆ สักครั้งเลยทั้งกับฉัน แม่ น้อง และเพื่อนๆ เธอโกหกได้อย่างหน้าตาย เธอทำมันได้ไง?

เธอตอนที่เธอติดคุกเพราะการขโมยหนังสือนั้นหละ เธอรู้ไหมว่ามีใครเดือดร้อนไปกับเธอบ้าง แน่นอนนอกจากฉันแล้วก็ยังมีผู้หญิงของฉันซึ่งเธอแทบจะเกลียดนักเกลียดหนา ผู้หญิงของฉันคนนี้เป็นคนเอาเงินมาให้ฉันเพื่อประกันเธอออกมาจากข้อหาที่เธอโกหกเรา!!!

ฉันไม่เคยบอกใครเลย แม้แต่เพื่อนรักของฉันที่เขาไปส่งฉันหน้า สน. ด้วย

ตอนที่ฉันขึ้นไปเชียงของ เธอหายไปฉันและผู้หญิงของฉันตามหาเธอไปทั่ว ผู้หญิงของฉันไปรับฉันกลับมาจากที่นั้นเพื่อมาตามหาเธอ และสุดท้ายก็มารู้ความจริงว่าเธอติดคุกด้วยข้อหาเดิม ทว่าชื่อที่ติดกลับเป็นชื่อน้องสาวเธอ เพราะเธอเคยกระทำแบบนี้มาแล้วสองครั้ง แม้นกระทั้งศาลเธอยังโกหก!!!

ใช่ฉันเคยพูดว่าจะเอาเธอไปอยู่ที่เชียงของแต่นั้นเป็นการพูดเพื่อให้เธอ เธอที่อยู่ใน “กรง” นั้นได้รู้สึกดีๆ ใช่…และนั้นฉันยอมรับว่าฉันโกหกเธอเท่านั้นเอง เท่าที่จำให้เธอรู้สึกดีๆ ณ ตอนนั้นเท่านั้นเอง!!!

แล้วทำไมนะหรือที่ฉันไม่ไปเยี่ยมเธออีก นั้นเพราะ เพราะฉันอยากเลิกกับเธอจริงๆ เพราะฉันเบื่อการโกหกของเธอ เบื่อที่ฉันจะต้องมาอยู่กับการหลอกลวงอย่างนี้ เบื่อต้องมาเป็นคนสุดท้ายที่จะต้องมารับรู้ความจริงอย่างนี้!!!

ถามจริงๆ ว่าเธอสงสารฉันไหม ในทุกวินาทีที่เธอโกหกฉัน?

ถามว่าเธอรู้สึกผิดบ้างไหมในทุกวินาทีที่เธอโกหกฉัน?

ถามว่าเธอยังสบายดีไหมที่เธอเขียนให้อะไรๆ ในตัวเธอดีแต่คนอื่นแทบจะเลว?

แม่เธอ น้องเธอ เมื่อรู้ว่าเธอติดคุกเพราะอะไรก็มาโวยวายด่าทอฉัน ฉันโมโหมากเพราะฉันไม่รู้เลย ฉันไม่รู้เลยว่าเธอทำอะไร และทำไปได้อย่างไร ฉันต้องเป็นคนโดนต่อว่าทั้งๆ ที่ฉันไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ฉันทนได้ แต่สิ่งที่ฉันทนไม่ได้คือเธอ เธอเขียนอะไรถึงฉันและผู้หญิงของฉันมากมายโดยที่เธอแทบจะเป็นนางฟ้า!!!

ในเมื่อเธอเขียนได้ ฉันก็ขอเขียนได้บ้าง เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ค่อยพูดเรื่องหรือแม้นกระทั้งเขียนเรื่องส่วนตัวของใคร แต่ตอนนี้ฉันขอแหกกฎนี้เองเลย ฉันขอเขียนและพูดบ้าง ให้เธอได้รับรู้บ้างว่ามันเป็นอย่างไร หลายๆ คอมเมนต์ที่เธอเขียนถึงฉันและผู้หญิงของฉันนั้นเธอดูดี ดูเป็นนางเอกดี แต่ แต่ วันนี้ฉันขอสวมบทนางร้ายเล่นกับเธอบ้างนะ และอาจจะมีต่อไปถ้าหากว่าเธอยังไม่จบ!!!

(แน่จริง เป็นคนจริง เขียนอะไรไว้แล้วจะปิดบล๊อกหนีซิ กล้าพูดก็ต้องกล้าจะรับความจริงที่ตัวกระทำด้วย บอกแล้วว่าอย่า)

 

 

 

…………………………………………

และนี้คือเรื่องของมายาที่ผมรู้จัก และนี่คือเรื่องของมายา เธอและเขา ที่ผมรู้จัก จงอย่าพยายามตามหามายาเลย เพราะมายาล้วนแต่อยู่ในมายาที่ (ไม่) น่าจะมารยา!!!

ป.ล.จงระวังไว้ ระวังคุณจะโดนมารยาของมายา (เราเตือนคุณแล้วนะ)

เธอยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหมเพื่อน?

Posted in รอยจางจากสายตา ด้วยแท็ก on พฤษภาคม 4, 2008 by meruttejuly

เธอยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหมเพื่อน?

เธอยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหมเพื่อน?

ยังกลืนเดือนกินดาวต่างข้าวสาร

ยังปวดร้าวเปลี่ยวเหงาเท่าวันวาร

ยังคงเพียรเขียนตำนานอยู่ใช่ไหม?

 

 

 

เธอยังอยู่ตรงนี้ใช่ไหมเพื่อน?

หรือเธอเลือนลบฝันใจหวั่นไหว

หรือเธอเพียงผ่านมาเพื่อผ่านไป

หรือหัวใจเธอมิแกร่งมิกล้าพอ

 

 

 

ฉันยังอยู่ที่นี่ตรงนี้เพื่อน

ยังคงเหมือนเช่นเดิมมิเคยท้อ

ยังหวังสร้างสังคม – ยังเฝ้ารอ

และยังหวังต่ออำนาจแห่งถ้อยคำ

 

 

 

แม้มิอาจได้ดั่งหวังในชาตินี้

แต่หัวใจเสรียังร้องร่ำ

และด้วยโลกยังต้องการการจดจำ

จึงยังเพียรเขียนลำนำคำกวีฯ

๒๘ – ๐๓ – ๕๑

บ้านริมถนนสุโขทัย